การทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่ดีและสนับสนุนให้ทำ แต่ควรให้
อยู่ในระดับพอประมาณอย่าให้เสียการเรียน
วิชาไหนที่ทำไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง ต้องยิ่งขวนขวาย
หมั่นทำโจทย์ ทำแบบฝึกหัด ไม่ใช่ปล่อยไปเรื่อยๆ เฉื่อยๆ
ท้ายสุดก็ F
การได้เกรดดีไม่สำคัญ......เท่ากับความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในวิชานั้นมาพร้อมๆ กับเกรด
เรียนให้เข้าใจและมั่นใจในความรู้ แล้วเกรดดีๆ จะได้มาเอง
ไม่ใช่เรียนไปหลับๆ ตื่นๆ แล้วไปท่องเอาก่อนสอบ
กิจกรรมต้องทำ แต่อย่าให้เป็นตัวหลักในการใช้ชีวิตมหาลัย
เพื่อนต้องมี แต่อย่าให้เพื่อนเป็นตัวกำหนดชีวิตเรา
ไม่มีใครช่วยเราได้ ถ้ามีปัญหา ทุกอย่างต้องพึ่งพาตัวเอง
อย่าให้สิ่งบันเทิงเริงรมย์มาทำให้เขว
สารพัดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นใน 4 ปีที่คุณเรียน
ตั้งสติให้ดี
อุดมศึกษาปี 1 ไม่ใช่ มัธยม 7
ปรัชญาการเรียนการสอน การดำรงชีวิตจะเปลี่ยนไปเยอะครับ
ควรเตรียมตัวในการเรียนไปล่วงหน้า อ่านเนื้อหาล่วงหน้าก่อนเข้าฟังบรรยาย อ่านวิธีปฏิบัติการและเนื้อหา ก่อนเข้าห้องปฏิบัติการ
การศึกษาในมหาวิทยาลัยจะต้องทำตนเองให้เป็นactive learner
การจัดการเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก และจะสำคัญไปตลอดชีวิต
ระลึกอยู่เสมอว่าคนแต่ละคนต่างกัน บางครั้งเห็นเพื่อน ขาดเรียนไปทำกิจกรรมได้ แล้วกลับมาก็ยังผ่าน แต่บางคนทำเหมือนกันแต่ตก
ดังนั้นต้องรู้ตนเองว่าทำได้แค่ไหน
บางครั้งจะมีเฉลยของพี่ๆมาให้ใช้(เช่นพวกเฉลยlab) โปรดระลึกไว้เสมอๆว่า วิชาในชั้นปีสูงๆยิ่งยากขึ้นและต้องใช้พื้นฐานของระดับล่างๆ ดังนั้นถ้าคุณผ่านๆโดยใช้เฉลยของรุ่นพี่ๆ โดยไม่มีความรู้ในหัว จะมาตายเอาในวิชาชั้นปีสูงๆ ซึ่งเป็นการเขียนบรรยายทั้งนั้น รวมทั้งบางวิชาต้องมาdefendกับคณาจารย์
การสอบแบบopen book อย่าชะล้าใจว่าไปอ่านในการสอบก็ได้ เพราะมันจะหาอ่านไม่ทัน ถ้าไม่เคยรู้เนื้อหามาก่อน
วิชาที่เห็นไม่รอด ก็dropเสียครับ จบช้าไป ก็ยังดีกว่าไม่จบ
หลายมหาวิทยาลัยนอกจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ยังมีกลุ่มที่จะช่วยให้การปรึกษาในเรื่องการเรียนอีก
อย่าอายเพื่อนที่จะใช้ เพราะเป็นเรื่องของเราที่จะจบไม่จบ ไม่ใช่เรื่องของเพื่อน
ถ้าเข้าไปเรียนแล้วไม่รอด ก็ออกมาเถอะ การไม่จบไม่ได้หมายความว่าเราโง่ เพียงแต่เราไม่ถนัดในสาขานั้นๆเอง
ชีวิตยังมีอีกเยอะ พยายามหาสิ่งที่เหมาะกับตนเอง
Credit: Practical x 2, Epinephrine, KL