IT@KMITL Forums
IT@KMITL Knowledge => ไอทีนอกกะลา => Topic started by: น้ำใส on January 23, 2008, 05:34:48 PM
-
ไปเจอมาอีกที ข้อความใต้เส้นประทั้งหมด (หากไม่เหมาะสมอย่างไรสามารถลบได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า)
------------------------------------------------------------------------------
ทีแรกผมเองก็ไม่รู้ว่าจะโพสที่ห้องไหนเลยเอามาห้องนี้แล้วกันเพราะมันก้ำกึ่งมากระหว
่างไอทีกับอาชีพนะครับ สำหรับ credit นั้นเป็นของwww.peetai.com เพราะผมไปเจอมาจากที่นั่นครับ เห็นว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจดีเลยเอามาฝาก
Computer Engineering vs Computer Science
ผมมักเข้าไปอ่านในกระทู้พันธ์ทิพย์บ่อย ๆ ครับ ก็มีแวะไปที่ Tech Exchange บ้างเหมือนกัน ที่นั่นนอกจากมีกระทู้ร้อนแรงประเภทว่าค่าแรงของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ควรเป็นเท่าไหร่ดี
? ก็ยังมีอีกหัวข้อนึงที่ร้อนแรงไม่แพ้กันนั่นก็คือ … Computer Engineering กับ Computer Science อันไหนดีกว่ากัน หรือ Computer Engineering กับ Computer Science ควรเลือกเอ็นสะท้านเข้าอย่างไหนดี
ตั้งกระทู้แบบนี้ก็ทะเลาะกันน่ะสิครับ ความเห็นงี้ยาวเป็นหางว่าวเลย ซัดกันนัวเนียทีเดียว ผมล่ะหน่าย อ่านทีไรทำใจทุ้กที
ผมล่ะคันมือยิบ ๆ อยากจะบอกพวกที่ทะเลาะกันเหลือเกินว่า การจะเห็นว่าอะไรดีกว่าอะไร หรือจะเลือกอะไร ๆ ที่ว่านั่นน่ะ เราต้องทำความเข้าใจรากเหง้าของมันซะก่อน เราถึงค่อยตัดสินใจ ว่าแล้วผมก็ทำรูปมาให้ดูเลยเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คอมพิวเตอร์คือเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งอิเลกทรอนิกส์จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยไฟฟ้า โอเคมั้ย งั้นเริ่มเลย
(สำหรับคนที่ไม่เข้าใจตัวย่อ จะขออธิบายดังนี้ วศบ. คือ วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต, วทบ. คือ วิทยาศาสตร์บัณฑิต และ บธบ. คือ บริหารธุรกิจบัณฑิต)
จะเห็นว่าระบบเครื่องกลกับระบบไฟฟ้าจะมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะระบบไฟฟ้าสามารถสั่งงานให้มอเตอร์หมุนได้ และระบบเครื่องกลก็เป็นไดนาโมหมุนให้เกิดระบบไฟฟ้าขึ้นมาได้ (เอ่อ ผมก็รู้อ่ะครับว่าทุกวันนี้เมืองไทยเราตะบี้ตะบันเผาถ่านหินกับเผาน้ำมันมาใช้ปั่นไฟ
ให้เราอ่ะครับ ซึ่งอันนั้นผมถือว่าเป็นระบบเคมีอ่ะครับ ขอถือว่าเป็นอีกประเด็นแล้วกัน)
ระบบเครื่องกลเป็นงานของคนจบวิศวกรรมเครื่องกล ในขณะที่ระบบไฟฟ้ากำลัง เป็นงานของคนที่จบวิศวกรรมไฟฟ้า ใช่แมะ? ที่สำคัญเด็กไฟฟ้าก็รู้วิธีในการใช้ไฟฟ้าควบคุม stepping motor ซึ่งถือเป็นแหล่งกำเนิดพลังในการทำให้เครื่องจักรกลทำงาน (อันนี้เป็นหลักการของการควบคุมหุ่นยนต์เลยนะเนี่ย)
แต่เนื่องจากว่าการที่เราจะควบคุมไฟฟ้ากำลัง แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ก็เลยต้องมีระบบอิเลกทรอนิกส์ขึ้นมา เพราะระบบอิเลกทรอนิกส์เป็นระบบควบคุมสัญญาณไฟฟ้า และตัวของระบบเองก็แปลงกำลังไฟฟ้ามาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อหล่อเลี้ยงเช่นกัน ซึ่งคนที่จบวิศวกรรมอิเลกทรอนิกส์มา ย่อมรู้ดีว่าจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปยังไง เพื่อให้ระบบไฟฟ้ากำลังทำงานอย่างที่ตัวเองต้องการ
ทีนี้ระบบอิเลกทรอนิกส์ก็ก้าวหน้ามาก จนมนุษย์เราสามารถสร้างคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ที่สลับซับซ้อนขึ
้นมาจนได้ ซึ่งจุดเปลี่ยนมันก็อยู่ตรงที่คอมพิวเตอร์มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขียนโปรแกรมควบคุ
มมันได้อีกทอดนึง ดังนั้นระบบฮาร์ดแวร์เชื่อมประสานกับระบบซอฟต์แวร์ก็เลยกลายเป็นงานของคนที่จบวิศวกร
รมคอมพิวเตอร์ ผู้ซึ่งมีความเข้าใจในพื้นฐานของสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์, มีความเข้าใจในระบบอิเลกทรอนิกส์ และมีความเข้าใจในภาษาคอมพิวเตอร์ (ซึ่งเป็นภาษาเครื่องของคอมพิวเตอร์นั้น ๆ) ดังนั้นหน้าที่ในการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อควบคุม และสื่อสารกับคอมพิวเตอร์และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นบทบาทของวิศวกรคอมพิวเตอร์ไปโดยปริยาย
ในโลกนี้มีโจทย์ตั้งมากมายรอให้แก้ไขอยู่ ตั้งแต่โจทย์ง่ายแสนง่าย ไปจนถึงโจทย์ยากมหาหิน ซึ่งโจทย์ส่วนใหญ่จะแก้ไขได้รวดเร็วมาก หากเราประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ไขให้ ดังนั้นจึงเป็นงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่จะคิดค้นทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งทำหน้าที่เขียนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ตามทฤษฎีที่มีการคิดขึ้นมา
จะเห็นว่าเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เราก็จะได้บทสรุปในระดับหนึ่งแล้วว่า Computer Engineering กับ Computer Science มันต่างกันตรงไหน
ทีนี้เรามาดูในสังคมการศึกษาของไทยเรา อย่างที่เรารู้กันว่าคะแนนเอ็นสะท้านของวิศวะจะสูงปรี๊ด ๆ ๆ ๆ ๆ มาก ๆ ในขณะที่ของวิดยาอยู่กลาง กล๊าง กลาง หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ คนสติปัญญาดีจะไปเรียนวิศวะกันเยอะนั่นเอง
เรื่องเรียนหนังสือมันก็เรื่องหนึ่งครับ เรื่องของการจ้างแรงงานในระบบอุตสาหกรรมของไทยก็อีกเรื่องหนึ่ง จากภาพที่ผมวาดไว้ข้างบนจะเห็นว่า ระบบฮาร์ดแวร์ + ซอฟต์แวร์ซึ่งเป็นงานโดยตรงของคนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั้น มีการต่อเชื่อมอย่างใกล้ชิดกับระบบอิเลกทรอนิกส์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ วิศวกรคอมพิวเตอร์จะได้ทำงานตรงกับบทบาทของตัวเองได้ หากอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ของไทยเราขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลเหมือนประเทศอุตสาหกรรมช
ั้นนำ
แต่ก็อย่างที่เรารู้กันว่าประเทศไทยเรา เป็นเซียนทางด้านการนำเข้าระบบอิเลกทรอนิกส์ทั้งปวง อีกทั้งเราก็เป็นเซียนเรื่องการประกอบอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์อีกต่างหาก ไอ้เรื่องจะมาวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมอิเลกทรอนิกส์ สงสัยต้องรอไปอีกนาน
มันจึงทำให้ทุกวันนี้คนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต้อง downgrade apply ตัวเอง ลงมาทำงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ เช่น งานพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ, งานพัฒนา search engine, งานพัฒนา speech recognition, งานพัฒนา OCR ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เค้า
ทางคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เองก็สาหัสไม่แพ้กันครับ เนื่องจากว่าระดับสติปัญญาก็สู้คนจบวิศวะไม่ได้อยู่แล้ว ซ้ำร้ายยังถูกแย่ง segment ของตัวเองไปอีกต่างหาก ก็เลยต้อง downgrade apply ตัวเองเหมือนกัน ลงไปทำงานพวกซอฟต์แวร์ ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี, ซอฟต์แวร์พัสดุ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบคอมพิวเตอร์ธุรกิจเค้า
ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงคนจบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะครับ ว่าเขาจะต้อง downgrade apply ลงไปทำอะไร !!!
จะเห็นว่าหากอุตสาหกรรมของประเทศ ขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลตามสภาวการณ์ที่มันควรจะเป็น ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเรา ก็จะได้ยืนอยู่บน segement ของตัวเองได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาครับ
-
ผมว่านะ คนเขียนบทความนี้ก็ไม่ค่อยเป็นกลางเท่าไร
-
ยาวจัง... แพ้บทความยาวๆ อย่างนี้เสียด้วย เท่าที่อ่าน (แบบกระโดดข้ามบางส่วน) ไม่รู้ว่ามาเสนอความเห็นอีกจะดีหรือไม่ ๕๕๕
ในความเห็นผมนะ...
เท่าที่เค้าพูด ก็เหมือนจะอยู่บนฐานความเป็นจริงในสังคมไทยดีทีเดียวนะ ทั้งเรื่องระดับคะแนนสอบเอ็นท์ รวมถึงสายงานที่จะทำเมื่อจบมา เพียงแต่ว่าผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะจบทาง วศ.บ, วท.บ หรือ บธ.บ. ล้วนมีเด็กที่เก่งมาก เก่งหน่อย เก่งปานกลาง และเก่งน้อยปนๆ กันอยู่ ซึ่งระดับความเก่งตรงนี้ผนวกกับโอกาสที่เค้าได้รับเมื่อจบต่างหาก ที่จะบอกได้ว่าเค้าจะได้ไปทำงานส่วนใด และประสบความสำเร็จในสายงานระดับใด อย่าดูถูก หรืออย่าดูหมิ่นแค่คำว่าได้ปริญญามาจากสายใดเลยครับ ให้โอกาสให้เค้าได้แสดงความสามารถ และเด็กเองก็ต้องมีความรับผิดชอบ ขยัน ซื่อสัตย์ (เหมือนคำขวัญวันเด็กสมัยก่อนเลย) เพื่อตอบแทนโอกาสที่ได้รับ ผมว่านี่น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากกว่ามาสืบหาความแตกต่างตามหัวข้อครับ
-
ขอสรุปละกันนะ
Com Eng เป็นการเรียนเกียวกับ Computer ที่ๆเราสามารถจับต้องได้ซะส่วนใหญ่ (เท่าที่เห็นเพื่อนเรียนนะครับ) เ่ช่น การออกแบบ CPU
Com Sci เป็นการเรียนเกียวกับ Software โดยตรงที่ไม่สามารถจับได้ เป็นส่วนใหญ่ เช่นการสร้าง Compiler
เท่าที่ผมเห็นก็สรุปได้ประมาณนี้นะครับ ส่วนรายละเอียด ก็ลองหาเพิ่มเติมดูนะครับ
-
ช่วงแรกเขียนดีมาก ๆ เลยยค่ะ แต่ช่วงหลังนี่สิ
มันจึงทำให้ทุกวันนี้คนจบทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ต้อง downgrade apply ตัวเอง ลงมาทำงานของคนที่จบวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ เช่น งานพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะ, งานพัฒนา search engine, งานพัฒนา speech recognition, งานพัฒนา OCR ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เค้า
ทางคนจบวิทยาการคอมพิวเตอร์เองก็สาหัสไม่แพ้กันครับ เนื่องจากว่าระดับสติปัญญาก็สู้คนจบวิศวะไม่ได้อยู่แล้ว ซ้ำร้ายยังถูกแย่ง segment ของตัวเองไปอีกต่างหาก ก็เลยต้อง downgrade apply ตัวเองเหมือนกัน ลงไปทำงานพวกซอฟต์แวร์ ERP, CRM, ซอฟต์แวร์บัญชี, ซอฟต์แวร์พัสดุ ฯลฯ ซึ่งจริง ๆ แล้วงานพวกนี้เป็นงานของคนจบคอมพิวเตอร์ธุรกิจเค้า
ทีนี้คงไม่ต้องพูดถึงคนจบบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจนะครับ ว่าเขาจะต้อง downgrade apply ลงไปทำอะไร !!!
จะเห็นว่าหากอุตสาหกรรมของประเทศ ขยายตัวอย่างสมเหตุสมผลตามสภาวการณ์ที่มันควรจะเป็น ชนชั้นแรงงานอย่างพวกเรา ก็จะได้ยืนอยู่บน segement ของตัวเองได้อย่างมีความสุขและไม่มีปัญหาครับ
งานทางด้าน Speech Regcognizion และ OCR ไม่ใช่งานของวิทยาศาสตร์คอมอย่างแน่นอนค่ะ เป็นงานของทางด้านวิศวะไฟฟ้าต่างหาก งานวิจัยเหล่านี้ต้องส่งเข้า Conference ของ IEEE นะค่ะ
งานทางด้าน AI และ Search Engine นั้นก้ำกึ่งระหว่างวิศวะคอมและวิทยาคอมค่ะ ถ้าทางด้านวิทยาคอมก็มักจะเป็นการนำทฤษฎีเลขต่าง ๆ มาพิสูจน์ความเป็นไปได้ในทางความเป็นจริง แต่ถ้าวิศวะก็มันจะเป็นการพัฒนาการนำทฤษฎีเหล่านี้ไปใช้
แล้วการที่วิทยาคอมไปทำงานพวก Bussiness System ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ เงินมันดีกว่านั่งทำวิจัยหนิ (ในไทยนะ นู๋หละเลิกคิดเป็นนักวิจัยในไทยไปเรียบร้อยและ)
ส่วนทางด้านคอมธุรกิจนี่ไม่รู้จริง ๆ ค่ะ เพราะมหาวิทยาลัยที่รู้จักไม่เห็นมีที่ไหนสอนอะ..
ส่วนไอทีก็จบไปอย่าไป downgrade ตัวเองนะ เราต้องเป็นโปรเจคมะเนเจอร์ หุหุ
-
คนเขียนเขาจบวิศวะมามั้งพี่
เหมือนเขาอยากแบ่งเป็นขั้นๆๆๆ
ไม่เป็นกลางจริงๆแหละ :06:
-
อ่า
ไม่มีฟามเหนอ่า
แบบ
ทำไมเราโง่อย่างงี้